teeramol.blogspot.com

ยินดีต้อนรับเข้าสู่----->>>บริษัท โตโยต้า ประเทศไทย จำกัด<<<-----ค่ะ---->>

วันจันทร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2555

บริษัทโตโยต้า ประเทศไทยจำกัด


ประวัติความเป็นมา
บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศญี่ปุ่น มีการขยายการลงทุนในต่างประเทศ เริ่มที่ประเทศไทยเป็นประเทศแรก โดยจัดตั้งสำนักงานเป็นสาขาของบริษัทเพื่อจำหน่ายรถยนต์โตโยต้าในกรุงเทพฯ เมื่อปี พ.ศ. 2500  จากนั้นจึงก่อตั้งบริษัทโตโยต้าในอเมริกาและบราซิลตามมา  ในช่วงแรกโตโยต้าประเทศไทย มีพนักงานไทย 70 คน และมีพนักงานญี่ปุ่นที่เข้ามาประจำ 7 คน  หลังจากนั้นรัฐบาลไทยได้ออกกฎหมายส่งเสริมการลงทุน  จึงได้มีการจัดตั้งบริษัท โตโยต้า ประเทศไทย ซึ่งมีโรงงานผลิตรถยนต์ขึ้นในวันที่
5  ตุลาคม  พ.ศ. 2505 โดยมีทุนจดทะเบียนประมาณ 11 ล้านบาท  นับเป็นโรงงานแห่งที่ 2 ในต่างประเทศของโตโยต้าต่อจากบราซิล ที่ตั้งขึ้นด้วยเงินลงทุนของโตโยต้าเองทั้งหมด

วิสัยทัศน์
1.  เป็นบริษัทแกนนำของโตโยต้า มอเตอร์ เอเชีย แปซิฟิค และเครือข่ายโตโยต้าทั่วโลก
2.  เป็นบริษัทรถยนต์ที่ได้รับการยอมรับและยกย่องที่สุด
ในประเทศไทย
หลักการ
1.  ปรับปรุงอย่างต่อเนื่องโดยการท้าทายและเปลี่ยนแปลง
2.  เคารพและยอมรับผู้อื่น
3.  ยึดหลักความพึงพอใจของลูกค้า
4.  ทุ่มเทเพื่อมาตรฐานสูงสุด
5.  รับผิดชอบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม
พันธกิจ
1. สร้างความแข็งแกร่งในการปฏิบัติงาน และส่งเสริม ให้เกิดความร่วมมือ ระหว่างเอเชีย
แปซิฟิก
2.  บรรลุการเป็นผู้นำ ในด้านความพึงพอใจของลูกค้า และในด้านสัดส่วนการตลาด
3.  กำหนดให้ความปลอดภัยเป็นกิจกรรมที่สำคัญที่สุด ของกิจกรรมรากฐานของบริษัท
4.  สร้างสังคมที่มีคุณภาพโดยการทำกิจกรรมที่มีคุณค่าเพื่อสังคม

ปรัชญา
ปรัชญาของบริษัทโตโยต้าประเทศไทยที่ประกาศตั้งแต่ พ.ศ. 2530 ประกอบด้วย 4 ข้อ คือ
                 1. High Technology High Quality (เทคโนโลยีชั้นสูงและคุณภาพเป็นเลิศ)
                 2. Customer Satisfaction (ความพึงพอใจสูงสุดของลูกค้า)
                 3. Thainization (การปรับการบริหารจัดการให้เป็นของไทย)
                 4. Social Contribution (กิจกรรมช่วยเหลือสังคม)  และได้เพิ่มอีก 1 ข้อในปี พ.ศ. 2537 รวมเป็น 5 ข้อ 
                 5. Team work (การทำงานเป็นทีม)

การจัดองค์การ (Organizing)
วัฒนธรรมองค์การ
                 วัฒนธรรมองค์การ (Organizational Culture) หรือ วัฒนธรรมของบริษัท (Corporate Culture) คือ ระบบ (System) ของความเชื่อ (Beliefs) และค่านิยม (Values) ที่ถูกยึดถือร่วมกัน พัฒนาขึ้นและกำหนดพฤติกรรมของสมาชิกในองค์การ ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า วัฒนธรรมองค์การก็คือสิ่งที่คอยเชื่อมโยงสมาชิกขององค์การแต่ละคนเข้าด้วยกัน วัฒนธรรมองค์การของ แต่ละแห่งมีความแตกต่างกัน เนื่องจากความแตกต่างกันด้านการยอมรับความเสี่ยง แนวทางการปฏิบัติ พนักงาน การทำงานเป็นทีม กฎและระเบียบ ความขัดแย้ง การวิพากษ์วิจารณ์ และการให้รางวัล
             การบริหารจัดการบริษัทภายใต้วัฒนธรรมที่แตกต่างกันของบริษัทญี่ปุ่นเป็นการจัดการกับปัญหาต่างๆ เพื่อทำให้คนญี่ปุ่นและคนไทยอยู่ร่วมกันและทำงานร่วมกันได้และจะเป็นการดีที่สุดหากมีความเข้าใจถึงวัฒนธรรมของอีกฝ่ายและสามารถทำงานร่วมกันจนประสบความสำเร็จแต่การคิดว่าเมื่อมีความเข้าใจถึงวัฒนธรรมที่แตกต่างของอีกฝ่ายแล้ว จะสามารถบริหารจัดการงานในไทยได้อย่างเป็นที่น่าพอใจก็เป็นการมองโลกในแง่ดีเกินไปในความเป็นจริง จะต้องทำความเข้าใจวัฒนธรรมของทั้งสองฝ่ายโดยผ่านงานที่ทำ และเมื่อต้องเพิ่มประสิทธิภาพของงานให้ได้อีกระดับหนึ่ง จึงจะเป็นการรู้จักวัฒนธรรมของอีกฝ่ายเป็นครั้งแรก และนั่นก็เท่ากับเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับการบริหารจัดการดังนั้น การบริหารจัดการบริษัทในวัฒนธรรมที่แตกต่างจึงไม่ใช่เพียงแค่ความเข้าใจในวัฒนธรรมของทั้งสองฝ่ายเท่านั้น
           การแบ่งหน้าที่ให้คนไทยใช้อำนาจและมีความรับผิดชอบในฐานะผู้บริหารตามนโยบายการปรับการบริหารจัดการให้เป็นของไทย ส่วนคนญี่ปุ่นจะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาและเป็น ผู้ประสานงาน โดยทำหน้าที่ถ่ายทอดข้อมูลจากญี่ปุ่น ถ้าการปฏิบัติงานเป็นไปอย่างเรียบร้อยนั้นก็คงจะไม่มีปัญหาอะไร แต่ส่วนใหญ่มักจะไม่เป็นเช่นนั้น เนื่องจากในสถานที่ปฏิบัติงานจริง พบว่าพนักงานไทยยังขาดความรู้เกี่ยวกับปรัชญาของบริษัท คือ สถานที่จริงของจริง (Genchi Gembutsu) การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง (Kaizen) และการท้าทาย (Challenge) และยังไม่เข้าใจการควบคุม การผลิตพื้นฐาน เช่น วิธีการผลิตแบบโตโยต้า การผลิตแบบปรับเรียบให้มีงานเฉลี่ยเท่ากัน (Heijunka) การลดขั้นตอนการผลิต การควบคุมสถานที่ปฏิบัติงาน การสร้างคุณภาพที่ดี ฯลฯ


โครงสร้างผู้บริหาร บริษัทโตโยต้า ประเทศไทยจำกัด




ฝ่ายขาย
มีหน้าที่ในการวิเคราะห์กระบวนการขายผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ โดยการวิเคราะห์ถึงความต้องการของบุคคลแต่ละกลุ่ม แต่ละประเภท รวมถึงการบริการหลังการขาย ทั้งนี้เพื่อสร้างความพึงพอใจให้แก่ผู้ซื้อในส่วนของสินค้านั้น ๆ ให้มากที่สุด เพื่อลูกค้าจะได้พิจารณาสินค้าและจะได้นำไปสู่การขาย

ฝ่ายบัญชี
                มีหน้าตรวจสอบรายรับรายจ่ายต่าง ๆ ของบริษัท บันทึกบัญชีของสมุดรายวันชั้นต้นตรวจสอบ Statement จัดทำรายการทางการเงินประจำเดือน (งบทดลองและรายละเอียดลูกหนี้) คำนวณดอกเบี้ยและค่าปรับของลูกหนี้ ณ วันสิ้นงวดของลูกหนี้ ณ วันสิ้นงวดบัญชีลูกหนี้ ยืนยันการเป็นหนี้ จัดทำงบการเงินส่งสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน เพื่อตรวจสอบและรับรอง

ฝ่ายคลังสินค้า
คือ สถานที่สำหรับวาง จัดเก็บ พัก กระจายสินค้าคงคลัง คลังสินค้ามีชื่อเรียกได้ต่างๆ กัน เช่น ศูนย์กระจายสินค้า, ศูนย์จำหน่ายสินค้า และโกดัง เป็นต้น สินค้าเข้ามาทำการคัดแยก แล้วกระจายออกไป เรียกว่า ศูนย์กระจายสินค้า อันเป็นขั้นตอนที่ฝ่ายคลังสินค้าต้องใช้เวลาและกำลังคนมากที่สุดในการตรวจสอบ และจัดส่งสินค้า

ฝ่ายจัดซื้อ
หน้ามีจัดซื้อเกี่ยวกับอุปกรณ์ ชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่ใช้ในการผลิตรถยนต์ การจัดระบบวางแผนและควบคุมการจัดซื้ออย่างมีประสิทธิภาพ ตรวจสอบอุปกรณ์ ชิ้นส่วน หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ในการผลิตรถยนต์ ให้ตรงกับความต้องการด้านคุณภาพ โดยให้มีต้นทุนค่าให้จ่ายที่ต่ำที่สุด
              
ฝ่ายบุคคล
                ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการรับสมัครพนักงานและตรวจสอบประวัติ เงินเดือน โบนัส หรือค่าตอบแทนของพนักงาน ปฏิบัติงานเกี่ยวกับสวัสดิการและประกันสังคม อบรมพนักงานใหม่การคำนวณเวลาการทำงานของพนักงาน

ฝ่ายการตลาด
                ฝ่ายการตลาดทำหน้าที่วิเคราะห์และวางแผนทางการตลาดโดยการวางแผนการตลาด สิ่งที่จะทำให้การวางแผนทางการตลาด ประสบความสำเร็จ นักการตลาดจะต้องมีข้อมูลสารสนเทศทางการตลาดที่ถูกต้องเพื่อนำมาใช้ในการตลาด ข้อมูลที่ถูกต้องและแม่นยำ เพื่อให้บริษัทเป็นที่ยอมรับของลูกค้า

ฝ่ายผลิต
        ต้องใช้บุคลากรที่มีความสามารถสูงเป็นจำนวนมาก  รับข้อมูลความต้องการของลูกค้า ในแต่ละประเทศมาออกแบบ และปรับปรุงผลิตภัณฑ์ วิจัยชิ้นส่วนนั้นๆโดยจะมีผู้เชี่ยวชาญจากบริษัทแม่มาเป็นผู้ดูแลและประสานงาน เพื่อให้ได้ชิ้นส่วนที่มีคุณภาพตามมาตรฐานที่ต้องการ สามารถทำงานในหน้าที่ของชิ้นส่วนนั้นๆ ได้อย่างสมบูรณ์ มีค่าใช้จ่ายในการผลิตต่อหน่วยที่เหมาะสม 


รายงานสรุปผลสำหรับผู้บริหาร
จากการศึกษาปัญหาที่พบจากระบบเดิมภายในบริษัท   ปรากฏว่าบริษัทยังไม่มีระบบการงานขายมาใช้งาน ซึ่งอาจส่งผลกระทบให้การปฏิบัติงานของพนักงานเกิดความล่าช้าและเกิดข้อผิดพลาดได้ ดังนั้น เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการปฏิบัติงานและในแง่ของความคุ้มค่าในการลงทุน จึงได้ริเริ่มและจัดทำแผนงานโครงการพัฒนาระบบใหม่โดยมีชื่อเรียกระบบใหม่นี้ว่า  ระบบงานขาย
พร้อมนี้ ได้ทำการศึกษาความเป็นไปได้ทั้ง 4 ด้านของระบบนี้ ประกอบด้วย ความเป็นไปได้ทางด้านเทคนิค ความเป็นไปได้ทางด้านการปฏิบัติงาน ความเป็นไปได้ทางด้านระยะเวลาดำเนินงานและความเป็นไปได้ทางด้านเศรษฐศาสตร์  เพื่อใช้เป็นข้อมูลช่วยสนับสนุนประกอบการพิจารณาตัดสินใจในการนำระบบนี้มาใช้งานต่อไป โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
1. ความเป็นไปได้ทางด้านเทคนิค (Technical Feasibility)
-ทำการศึกษาทั้งทางด้าน Hardware และ Software ของระบบเดิมใช่เครื่องคอมพิวเตอร์เชื่อมต่อบนเครือข่ายApplication ที่ใช้ได้แก่
Microsoft Excel
Microsoft Word
ซึ่งทำให้ง่ายต่อการเพิ่มเครื่องลูกข่าย เนื่องจากมีการเชื่อมต่อเครือข่ายแบบ LAN อยู่แล้ว และง่ายต่อการเชื่อมต่อฐานข้อมูลในแต่ละแผนกเข้าด้วยกัน อีกทั้งผู้ดูแลระบบเดิมมีทักษะทางด้านนี้อยู่แล้ว และผู้ใช้ในแผนกมีความคุ้นเคยกับระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์อยู่แล้วด้วย
2. ความเป็นไปได้ทางด้านการปฏิบัติงาน (Operational Feasibility)
ได้ทำการศึกษาทางด้านการปฏิบัติงานของผู้ใช้กับระบบใหม่ที่จะนำมาใช้   ระบบใหม่มีความเป็นไปได้ในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับการบริหารงานบุคคลที่มีอยู่เดิม ทั้งยังสามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้  ซึ่งช่วยลดปัญหาการนำข้อมูลที่ไม่ถูกต้องไปใช้งานได้
3. ความเป็นไปได้ทางด้านระยะเวลาการดำเนินงาน (Schedule Feasibility)
ระยะเวลาดำเนินงานของโครงการพัฒนาระบบการขาย (จะใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 2 เดือน จากเดือนสิงหาคม 2553 ถึงกลางเดือนกันยายน 2553

สรุปวัตถุประสงค์ของโครงการพัฒนาระบบ
สรุปวัตถุประสงค์ของโครงการพัฒนาระบบ เมื่อเราพิจารณาวัตถุประสงค์ของโครงการทั้ง  4  แล้ว พบว่าล้วนแต่ให้ผลประโยชน์กับทางบริษัททั้งนั้น จึงจำเป็นต้องคัดเลือกโครงการที่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันของบริษัทมากที่สุด ดังนั้นจึงเริ่มต้นด้วยการนำโครงการทั้ง 4 มาเปรียบเทียบกับ วัตถุประสงค์ของบริษัทเพื่อค้นหาโครงการที่ตรงตามวัตถุประสงค์มากที่สุด และสามารถบรรลุเป้าหมายสูงสุดของบริษัทได้ดังรายละเอียดจากตารางต่อไปนี้

1


ตารางที่ 1 สรุปวัตถุประสงค์ของโครงการพัฒนาระบบ


การเลือกโครงการที่เหมาะสม (Selecting)


                จากตารางเปรียบเทียบโครงการตามวัตถุประสงค์ของบริษัท พบว่าโครงการพัฒนาระบบการขายตรงตามวัตถุประสงค์ของบริษัทมากที่สุด แต่เนื่องจากต้องพิจารณาถึงงบประมาณและสถานการณ์ปัจจุบันของบริษัทแล้วเห็นควรว่าจะต้องนำโครงการทั้ง 4 มาพิจารณาตามข้อจำกัดเพิ่มเติม ได้แก่ ขนาดของโครงการ และผลประโยชน์ที่ได้รับจากโครงการนั้นๆ เนื่องจากหากโครงการใดมีขอบเขตกว้างหรือมีขนาดใหญ่หมายถึงต้องใช้งบประมาณสูง ทำให้เกิดต้นทุนสูงซึ่งปัจจุบันบริษัทยังไม่สามารถทำได้

 แบบจำลองข้อมูล  Context Diagram


รูปที่ 2  Context Diagram

อธิบาย Context Diagram

จาก Context Diagram ของระบบขาย ซึ่งสัญลักษณ์ Process จะใช้แทนการทางานทุกขั้นตอนของระบบนี้โดย External Agent ที่เกี่ยวข้องกับระบบ ทาให้ทราบโดยภาพรวมว่า ระบบนี้ทาอะไรได้บ้าง และเกี่ยวกับใครบ้าง
1. ลูกค้า (Costumers)
- แสดงข้อมูลของตนเอง ชื่อ นามสกุลและที่อยู่
- สอบถามรายการสินค้าที่ต้องการ ว่าเราต้องการรุ่นใด ชนิดไหน หรือลักษณะอย่างไร
- บอกรายละเอียดเกี่ยวกับอาการเสียของอุปกรณ์ ว่า ว่ามีลักษณะอาการเป็นอย่างไร
- เมื่อแจ้งข้อมูลลูกค้าจนครบถ้วนแล้ว จะได้รับรหัสของลูกค้า
- ดูรายละเอียดของสินค้าว่าตรงกับที่เราต้องการหรือไม่ ถ้าสินค้ามากกว่าเท่ากับหนึ่งชิ้น สามารถเลือกสินค้าที่ต้องการนั้นได้
2. พนักงานขาย
- แสดงรายการสินค้าให้ลูกค้าทราบว่ามีรุ่นใดบ้างที่ตรงตามที่ลูกค้าต้องการ หรือใกล้เคียง
- สั่งรายการสินค้าที่ลูกค้าสั่งซื้อเข้าสู่ระบบ
- พนักงานเช็คยอดว่าตรงตามใบเสร็จหรือไม่ - พนักงานตรวจสอบรายการสินค้า ว่าครบถ้วนหรือไม่ตามใบสั่งซื้อ
 3. บริษัท
- เมื่อการขายสิ้นสุดลงแล้วทางบริษัทจะดูว่างานส่วนใดบ้างที่มีความคลาดเคลื่อน จากนั้นก็ทาการแก้ไขส่วนนั้น
- บริษัทได้รับรายงานคงคลังจากระบบแล้วทาการตรวจสอบ เช็ครายละเอียดว่า มีสินค้ายังคงตกค้าง อยู่ภายในคงคลังหรือไม่ และมีสินค้าที่ต้องการสั่งสินค้าเข้ามาเพิ่ม
- เมื่อได้รับรายงานต่างๆ แล้วทาการปรับเปลี่ยน เปลี่ยนแปลงรายละเอียดแล้วส่งไปยังระบบ หากลูกค้าต้องการให้ปรับปรุงงานส่วนใด บริษัทก็จะนาข้อมูลต่างๆ มาพิจารณาและทาการเปลี่ยนแปลง

 Dataflow Diagram Laval 0


  รูปที่ 3   Dataflow Diagram Laval 0

จาก Context Diagram ทีมงานคิดระบบงานขาย ได้เป็น 1 ขั้นตอนด้วยการวิเคราะห์ความต้องการจากผู้ใช้ที่รวบรวมมาได้ โดยการ Process ข้อมูล ซึ่งได้แก่ Process ระบบงานขาย
-เมื่อลูกค้าแจ้งข้อมูลรายละเอียด ของลูกค้าแล้วจะผ่านขั้นตอนภายในเพื่อจัดเก็บข้อมูลลงแฟ้มข้อมูลลูกค้า
-ลูกค้าแจ้งรหัสลูกค้าก่อนที่จะดาเนินการในขั้นตอนต่อไป
-ลูกค้าทาการแจ้งรายละเอียดรูปแบบของสินค้าที่ต้องการ โดยใช้ข้อมูลจากแฟ้มข้อมูลสินค้า
-พนักงานทำการรับสั่งซื้อจากลูกค้า จากนั้นเก็บลงในแฟ้มข้อมูลการซื้อของลูกค้า
-เมื่อทำการสั่งซื้อสินค้าแล้ว พนักงานจะส่งรายการสั่งซื้อเข้าสู่ระบบ เพื่อให้ทราบว่าลูกค้าสั่งซื้อสินค้าใดไปบ้าง และข้อมูลการซื้อสาค้าของลูกค้าจะถูกบันทึกลงฐานข้อมูล
-เมื่อลูกค้าตกลงจะซื้อสินค้า รายละเอียดราคาของสินค้าก็จะขึ้นมาให้ลูกค้าดู เพื่อให้ลูกค้าทราบราคาที่ต้องชาระเงิน
-พนักงานทากาตรวจสอบรายละเอียดของใบเสร็จว่าตรงกับรายการสั่งซื้อสินค้าและยอดชาระหรือไม่ 



Dataflow Diagram Laval 1 (ระบบขาย)




รูปที่ 4 Dataflow Diagram Laval 1 (ระบบขาย)


คำอธิบาย Process เป็นขั้นตอนในระบบงานขาย ซึ่งประกอบด้วยรายละเอียดต่างๆ ดังนี้

Process 1.1 เป็นขั้นตอนในการเก็บข้อมูลลูกค้า จะเก็บเกี่ยวกับข้อมูลส่วนตัวของลูกค้า โดยข้อมูลดังกล่าวจะถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล
Process 1.2 เป็นขั้นตอนในการสั่งซื้อสินค้า โดยลูกค้าจะทาการสอบถามหรือดูรายละเอียดเกี่ยวกับตัวสินค้าที่ตนสนใจ โดยพนักงานจะทาการดึงข้อมูลในฐานข้อมูลออกมาให้ลูกค้า ว่ามีสินค้าสินค้าหรือไม่ ถ้ามีลูกค้าก็จะสามารถทาการสั่งซื้อสอนค้าได้